Make your own free website on Tripod.com

 

 

 

 

 

 

       

 

ความหมายของระบบปฏิบัติการ

       ระบบคอมพิวเตอร์แทบทุกระบบถือว่าระบบปฏิบัติการเป็นส่วนสำคัญของระบบ โดยทั่วไประบบคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมประยุกต์ และผู้ใช้

       ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วยทรัพยากรต่างๆ ที่มีในระบบ ได้แก่ อุปกรณ์นำข้อมูลเข้า/ออก หน่วยประมวลผลกลาง และหน่วยความจำ นอกจากนี้ยังหมายความรวมถึง โปรแกรมภาษาเครื่อง และไมโครโปรแกรม ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นซอฟร์แวร์ในระดับพื้นฐาน (primitive level) โดยสามารถทำงานได้โดยตรงกับทรัพยากรระบบด้วยคำสั่งง่ายๆ เช่น ADD MOVE หรือ JUMP คำสั่งเหล่านี้จะถูกกำหนดเป็นขั้นตอน การทำงานของวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่งที่ไมโครโปรแกรมต้องแปลหรือตีความหมายจะอยู่ใน รูปแบบภาษาเครื่องและมักเป็นคำสั่งในการคำนวณ เปรียบเทียบ และการควบคุมอุปกรณ์นำข้อมูลเข้า/ออก
ระบบปฏิบัติการ เป็นโปรแกรมที่ทำงานเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้เครื่องและฮาร์ดแวร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้ใช้ระบบสามารถปฏิบัติงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ โดยจะเอื้ออำนวยการพัฒนาและการใช้โปรแกรมต่างๆ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โปรแกรมประยุกต์ คือซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ เช่น งานส่วนตัว งานทางด้านธุรกิจ งานทางด้านวิทยาศาสตร์ โปรแกรมทางธุรกิจ เกมส์ต่างๆ ระบบฐานข้อมูล ตลอดจนตัวแปลภาษา เราอาจเรียกโปรแกรมประเภทนี้ว่า User's Program โปรแกรมประเภทนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดับสูง พัฒนา เช่น ภาษา C, C++, COBOL, PASCAL, BASIC ฯลฯ ตัวอย่างของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นใช้ในทางธุรกิจ เช่น โปรแกรมระบบบัญชีจ่ายเงินเดือน (Payroll Program) โปรแกรมระบบเช่าซื้อ (Hire Purchase) โปรแกรมระบบสินค้าคงหลัง (Stock Program) ฯลฯ ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็จะมีเงื่อนไขหรือแบบฟอร์มที่แตกต่างกัน ตามความต้องการหรือกฏเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่ใช้ ซึ่งโปรแกรมประเภทนี้เราสามารถดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมเองได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานโปรแกรม

        โปรแกรมเหล่านี้เป็นตัวกำหนดแนวทางในการใช้ทรัพยากรระบบ เพื่อทำงานต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้หลากหลายประเภท ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบุคคล โปรแกรม หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ตัวแปลภาษาต้องใช้ทรัพยากรระบบในการแปลโปรแกรม ภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องแก่โปรแกรมเมอร์ ดังนั้น ระบบปฏิบัติการต้องควบคุมและประสานงาน ในการใช้ทรัพยากรระบบของผู้ใช้ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ผู้ใช้ ถึงแม้ระบบคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วย องค์ประกอบทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ระบบคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าขาดอีกองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งได้แก่ องค์ประกอบทางด้านบุคลากรที่จะเป็นผู้จัดการและควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น คอยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้งาน โปรแกรมประยุกต์ที่ถูกพัฒนาขึ้น นิยามเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ ได้มีผู้ให้นิยามไว้ดังนี้
Andrew S. Tanenbaum:
An operating system as an extended machine.
An operating system as a resource manager.
Milan Milenkovic:
An operating system is an organized collection of software extensions of hardware, consisting of control routines for operating a computer and for providing an environment for execution of H. M. Deitel
Operating systems are primarily resource managers; the main resource they manage is computer hardware in the form of processors, storage, input/output devices, communication devices and data. Operating systems perform many functions such as implementing the user interface, sharing hardware among users, allowing users to share data among themselves, preventing users from interfering with one another, scheduling resources among users, facilitating input/output, recovering from errors, accounting for resource usage, facilitating parallel operations, organizing data for secure and rapid access, and handling network communications.
A. Silberschatz , J. Peterson and P. Galvin
An operating system is a program that acts as an intermediary between a user of a computer and the computer hardware.
An operating system is similar to a government. The components of a computer system are its hardware, software, and data. The operating system provides the means for the proper use of these resources in the operation of the computer system. Like a government, the operating system performs no useful function by itself. It simply provides an environment within which other programs can do useful work.
William S. Davis
The operating system is a set of software routines that sits between the application program and hardware. Because the operating system serves as a hardware/software interface (Fig. 1.2 ), application programmers and users rarely communicate directly with the hardware.

วิธีการปฏิบัติหรือดำเนินงานที่ซับซ้อนซึ่งได้รับการรวบรวมเป็นแบบแผนเดียวกัน
กลุ่มโปรแกรมซึ่งได้รับการจัดระเบียบให้เป็นส่วนเชื่อมโยงระหว่างเครื่องและผู้ใช้ โดยจะเอื้ออำนวยการพัฒนาและการใช้โปรแกรมต่างๆ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ให้มีประสิทธิผลที่ดี
มงคล อัศวโกวิทกรณ์
โปรแกรมที่ช่วยจัดการให้การรันโปรแกรมเสร็จสิ้นสมบูรณ์และควบคุมการทำงานของเครื่อง
กลุ่มโปรแกรมงานที่มีความสามารถสูง เช่น ช่วยในการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรต่างๆ ในระบบ และควบคุมจังหวะการทำงานของโปรแกรมที่กำลังรันอยู่เพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาดและรวมถึงควบคุม System Software
จากนิยามพอจะที่สรุปได้ว่าระบบปฏิบัติการคือกลุ่มโปรแกรมที่ได้รับการจัดระเบียบเพื่อทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบ และเสริมการทำงานในส่วนของฮาร์ดแวร์ โดยใช้เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และผู้ใช้
ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาและการใช้งานโปรแกรมต่างๆ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ในระบบให้มีประสิทธิผลที่ดี ในลักษณะที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบกลไกการทำงานหรือฮาร์ดแวร์ของระบบ.

 


ประวัติของระบบปฏิบัติการ


                                 

ระบบปฏิบัติการโดยในขณะนี้มีอยู่และที่นิยมใช้กันมี 3 ระบบปฏิบัติการ คือ
1. ระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft
2. ระบบปฏิบัติการ Linux
3. ระบบปฏิบัติการ Unix
       จะขอกล่าวที่มาของระบบปฏิบัติการ Windows ก่อนนะครับ ส่วน Linux และ Unix จะเพิ่มเติมในภายหลัง ระบบปฏิบัติการของบริษัท ไมโครซอพท์ สำหรับเครื่อง เดสก์ทอป และ แลปทอป สามารถแบ่งได้เป็น 3 ตระกูลคือ
1. MS-DOS
2. Windows ( 3.1,95,98 ,ME )
3. Widnows NT, Windows 2000, WindowXP

1. MS-DOS ( Microsoft-Disk Operation System )
MS-DOS 1,2,3,... ระบบปฏิบัติการแบบ 16 บิต แบบที่เรียกว่า Real Mode คือต้องพิมพ์คำสั่งสำหรับใช้งานซึ่งยากต่อการจดจำ
ราวปี ค.ศ 1981 IBM ยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ในขณะนั้นได้ผลิตเครื่อง PC ( Personal Computer ) แปลว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เริ่มจากรุ่น IBM PC 8088 เป็นคอมพิวเตอร์แบบที่เขาเรียกว่า เรียลโหมด โดยตอนนั้นบริษัท ไมโครซอพต์ได้สร้างระบบปฏิบัติการ MS-DOS 1.0 เพื่อใช้ในคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ โดยใช้ตัวแปลภาษาเบสิก สำหรับใช้บนซีพียู 8088 และ Z-802 ปีต่อมาได้พัฒนามาเป็นรุ่น MS-DOS 2.0 หน่วยความจำของระบบเพิ่มจาก 8 Kb ( จากรุ่น 1.0 ) เป็น 24 Kb แต่ยังคงเป็นบรรทัดคำสั่งที่ขอยืมมาจากของ Unix อยู่ เมื่อถึงปี 1986 บริษัท Intel ผลิตซีพียู 80286 ขึ้นมา ทาง IBM จึงสร้างเครื่องรุ่นที่เรียกว่า PC/AT ไมโครซอพท์ก็ได้สร้าง MS-DOS 3.0 มารองรับการทำงานเช่นกัน ตอนนั้นประสิทธิภาพของซีพียูไปไกลกว่าอุปกรณ์ คือ ซีพียู 80286 สามารถวิ่งได้ที่ความเร็ว 8 เมกกะเฮิร์ต โดยใช้หน่วยความจำได้ถึง 16 Mb แต่คอมพิวเตอร์ขณะนั้นมีหน่วยความจำเพียง 1-2 Mb เนื่องจากในขณะนั้นหน่วยความจำราคาแพงมาก

2. Windows ( 3.1,95,98 ,ME )
Ms-Dos ตัวสุดท้ายเป็น 6.22 ,จากนั้น Windows1,2 ออกมาทดลองตลาด ( แต่ไม่แพร่หลาย ) เมื่อปี 1992 จึงพัฒนามาเป็น Windows 3.0 และ 3.1 ระบบปฏิบัติการแบบ Gui ( Graphic user interface ) โดยรวมรวมชุดคำสั่งออกมาเป็นภาพเพื่อให้คลิกได้ง่าย ๆ แทนการพิมพ์คำสั่ง
ในขณะที่ MS-DOS 3.0 กำลังใช้กันอยู่ ก็มีระบบ Mac ของบริษัท Apple ที่ใช้ในเครื่อง Apple Macintosh ดังขึ้นมา ทาง ไมโครซอพท์จึงทำการสร้าง Windows1.0 ขึ้นมาในปี 1985 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี 1987 จึงออก Windows 2.0 สำหรับใช้กับเครื่อง PC/AT ของ IBM แต่ก็ยังไม่ดี
ปี 1980 เมื่อมีซีพียู 80386 ขึ้นมาจึงได้พัฒนามาเป็น Windows 3.0 และ 3.11 เวอร์ชั่นนี้ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมากมาย
อย่างไรก็ตามระบบ Windows 3.1 ก็ยังถือว่าเป็นระบบที่ติดต่อผู้ใช้ในแบบกราฟิก( Graphic user interface ) ของ MS-DOS เนื่องจาก MS-DOS ยังควบคุมการทำงานของเครื่องและระบบไฟล์อยู่ โปรแกรมทั้งหมดยังทำงานบนแอ็ดเดรสเดียวกัน ซึ่งยังมีข้อผิดพลาด หรือที่เขาเรียกว่าบั๊ก ที่ทำให้เครื่องแฮ้ง ได้อยู่เสมอ
ปี 1995-1997 Windows 95 ได้ออกวางจำหน่าย ซึ่งเป็น ระบบ แบบ 32 บิตรุ่นแรก ที่มีการทำงานแบบที่เรียกว่า Multitasking หรือสามารถทำงานได้หลาย ๆ อย่าง ในเวลาเดียวกัน และคุณสมบัติโดดเด่นก็คือ Plug and Play ทำให้ติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้าใปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามก็ถือว่ายังแยกตัวออกมาจาก MS-DOS อย่างไม่สมบูรณ์ ( ยังเป็นแบบ 32 ที่ถือว่ายังไม่สมบูรณ์ ) ยังมีโค๊ดแบบ 16 บิตภาษาแอสเซ็มบลีอยู่ และระบบไฟล์ที่เป็นของ MS_DOS อยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนก็คือ การที่สามารถตั้งชื่อ และนามสกุลของไฟล์รวมได้ถึง 255ตัวอักษร ( เดิม ชื่อไม่เกิน 8 และนามสกุลไม่เกิน 3 ) และประมาณปี 1997 Windows 95 ได้ถูกแก้ไขเล็กน้อยเป็น Windows 95 Osr 2.0 ในขณะนี้ MS-DOS ที่ถือว่าเป็นเวอร์ชั่นสุดท้าย ก็คือ DOS 6.22
และปี 1998 Windows 98 ก็ออกจำหน่าย ในเวอร์ชั่นนี้ ถือว่ายังรวมเอาโค๊ดของ MS_DOS อยู่ ( และหลายฝ่ายยังเรียก Dos รุ่นนี้ว่าเป็นรุ่น 7.1 ) เพื่อให้สามารถรองรับ แอปพลิเคชั่นเดิมของ MS-DOS ได้นั่นเอง ทำให้ยังไม่สามารถแยกตัวจาก MS-DOS ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม Windows 98 เปลี่ยนมาใช้ระบบไฟล์แบบ Fat 32 ทำให้ ฮาร์ดดิสก์มีขนาดใหญ่กว่า 2 GigaByte ได้ ( 2 กิกะไบต์ ถึง 2 เทอร์ราไบต์ ) ต่อมาช่วงปี 1999 ได้ อัพเดทซอพแวร์และแก้ไขบั๊กบางส่วนเป็น Windows 98 Se ช่วงนี้ Microsoft ประกาศจะหยุดพัฒนา Windows 9x และหันมาพัฒนาและวางตลาด Windows 2000 แต่ ปี 2000 กลับมี WindowsMe ( ซึ่งก็แปลว่า 2000 ) ออกมาเหมือน Windows 9x อีก หนึ่งอัลบั้ม ทำให้เกิดการงงกันเล็กน้อย แต่สาเหตุที่ออกตัวนี้มาก็เพราะว่ามีการพบข้อผิดพลาดของ Windows 98 ( เขาเรียกว่าแก้บั๊ก ) และเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านมัลติมีเดีย ,กราฟิก และ เน็ตเวิร์ค เพื่อรักษา ตลาดเดิมของ Windows9x

3. Widnows NT, Windows 2000
จาก Windows 95 ( กลุ่มผู้ใช้ตามบ้าน ) เป็น Windows NT ( กลุ่มองกรณ์ หรือระบบเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น ) และได้กำเนิด WindowsNT 4.0 ปลายปี 95 ส่วน Windows 2000 อาจเรียกได้ว่าก็คือ Windows NT 5.0 เป็นการรวมรูปแบบของ Windows 98 และ Windows NT 4.0 ไว้ด้วยกัน
ในราว ๆ ปี 1985 IBM และ Microsoft ได้ร่วมกันพัฒนาระบบปฏิบัติการ OS/2 ที่เขียนด้วยภาษาแอสเซ็มบลี และช่วงนั้น ก็มีการสร้าง Windows NT ( NT ย่อมาจาก New Technology เพื่อมาสนับสนุน API ( Application-Programming Interface )
เวอร์ชั่นแรกของ NT คือ Windows NT 3.1 และ Windows NT 3.1 Advance Server ลักษณะเด่นก็คือระบบไฟล์แบบ NTFS ( New Techonology File System )
ปี 1996 ถูกพัฒนามาเป็น Windows NT 4.0 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นระบบที่เชื่อถือได้มากกว่าและ ระบบความปลอดภัย เหนือกว่า Windows 95,98
หมายเหตุ : ส่วนใหญ่โค๊ดของ Windows NT จะเป็นภาษา C
Windows 2000 เป็นระบบปฏิบัติการแบบมัลติยูสเซอร์ แบบ 32 บิตที่แท้จริง ใช้สถาปัตยกรรม microkernel ( เช่นเดียวกับ Mach ) โดยแต่ละส่วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ และไม่เกิดผลกระทบกับส่วนอื่น
ในด้านการรักษาความปลอดภัย Windows 2000 อยู่ในระดับ C2 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ทั้งในส่วนไฟล์ ไดเรกทอรี , โปรเซส และออปเจ็กต์ที่แชร์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการรันมัลติโปรเซสเซอร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ยังไงก็ตามต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม
Windows 2000 Professional ( เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป ) ส่วนที่เหลือจะใช้ในระบบองค์กรขนาดใหญ่
Windows 2000 Server
Windows 2000 AdvanceServer
Windows 2000 Datacenter
Windows XP ถือว่าพัฒนามาจาก Windows NT และ Windows 2000 เราจะพบว่าระบบความปลอดภัย ( Security ) เหมือน windows 2000
รุ่นต่าง ๆ ของ Windows XP ก็ออกมาหลายเวอร์ชั่นเท่าที่พบก็มี
Windows XP Whistler Beta1
Windows XP Whistler Beta2
Windows XP Personal
ในปัจจุบัน Windows XP มีหลายรุ่นให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้ คือ
Windows XP Home เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
Windows XP Pro เหนือกว่า Home ทางด้าน Network และเพิ่มคุณสมบัติบางประการ เหมาะสำหรับระดับ Power user
Windows XP 64-Bit Edition ใช้กับ ซีพียู 64 บิต ( ตัวใหม่สุด )
หมายเหตุ:
Windows CE เป็นเวอร์ชั่นสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ พกพา และคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กรวมทั้ง AutoPc ที่ใช้กันในรถยนต์ต่างประเทศ จะคล้าย ๆ กับ Windows 95